📖 คู่มือการใช้งาน
การเชื่อมต่อสายวัด: ใช้ระบบการวัดแบบ 4-Terminal (Kelvin Connection) โดยเสียบสายที่ช่อง SOURCE (A, B) สำหรับจ่ายกระแส และช่อง SENSE (A, B) สำหรับวัดแรงดันตกคร่อม เพื่อตัดค่าความต้านทานของสายวัดออก (Lead Resistance) การเปิดเครื่อง: กดปุ่ม Power ค้างไว้ และควรวอร์มอัพเครื่องประมาณ 30-60 นาที เพื่อให้ระบบภายในมีอุณหภูมิคงที่ (Thermal Stability) ก่อนเริ่มงานวิจัยหรือการทดสอบที่ต้องการความละเอียดสูง 2. การตั้งค่าการวัด (Measurement Settings) Range: กดปุ่ม RANGE (Up/Down) เพื่อเลือกช่วงการวัดที่เหมาะสม หากไม่ทราบค่าให้เลือกเป็น AUTO Speed: เลือกความเร็วในการวัด (FAST, MED, SLOW) ข้อแนะนำ: สำหรับงานวิจัยที่ต้องการความแม่นยำสูงสุด (High Precision) ควรเลือก SLOW เพื่อลดสัญญาณรบกวน (Noise) OVC (Offset Voltage Compensation): หากวัดค่าความต้านทานต่ำมาก ควรเปิดฟังก์ชัน OVC เพื่อกำจัดค่าแรงเคลื่อนไฟฟ้าจากความร้อน (Thermal EMF) ที่อาจทำให้ค่าคลาดเคลื่อน 3. ขั้นตอนการวัด (Execution) Zero Adjustment: ก่อนทำการวัดจริง ให้ทำการลัดวงจรปลายสายวัด (Short circuit) และกดปุ่ม 0ADJ เพื่อเซตค่าเริ่มต้นเป็นศูนย์ Contacting: นำปลายสายวัดไปสัมผัสกับชิ้นงาน (Rx) ตรวจสอบให้แน่ใจว่าจุดสัมผัสสะอาด ไม่มีคราบออกไซด์หรือสิ่งสกปรก Reading: อ่านค่าจากหน้าจอแสดงผล หากค่าคงที่แล้วจึงทำการบันทึกผล 4. ฟังก์ชันเสริมที่สำคัญ Comparator (COMP): ใช้ตั้งค่าขีดจำกัด (Upper/Lower limit) เพื่อตรวจสอบว่าชิ้นงานผ่านเกณฑ์ (PASS/FAIL) หรือไม่ Temperature Compensation (TC): ในกรณีที่อุณหภูมิส่งผลต่อค่าความต้านทานของวัสดุ (เช่น ขดลวดทองแดง) สามารถต่อเซนเซอร์วัดอุณหภูมิและเปิดโหมด TC เพื่อให้เครื่องคำนวณค่ากลับมาที่อุณหภูมิอ้างอิง (เช่น 20°C) โดยอัตโนมัติ